ควรซื้อรถเข็นวีลแชร์ราคาเท่าไหร่ดี ? (ภาพที่จะทำให้คุณเข้าใจราคารถเข็นวีลแชร์มากขึ้น)

น้องคนขายคะ พี่ต้องการรถเข็นวีลแชร์ที่ถูกที่สุดหนึ่งคันค่ะ” ร้านค้าทั้งหมดที่ขายรถเข็นวีลแชร์ เคยได้ยินประโยคนี้กันอย่างแน่นอน เหตุผลที่คนส่วนใหญ่จะพูดแบบนี้ เพราะเขาคิดว่าสมาชิกในครอบครัวของเขา ต้องใช้รถเข็นวีลแชร์แทนการเดินในชีวิตประจำวัน และไม่จำเป็นต้องมีราคาที่สูงมาก…

จากนั้นฉันก็ซื้อเจ้าสิ่งนี้ให้คุณยาย และคุณยายก็… :

ไม่มีที่สำหรับวางมือ คุณยายนั่งตัวงอ และส้นเท้าก็ถูไปกับพื้นในขณะที่เข็น … คุณยายนั่งอย่างไม่สบาย แต่คุณยายไม่พูด (คุณสามารถสังเกตใบหน้าของคุณยายได้ ว่าคุณยายไม่ค่อยแฮปปี้) หากใช้เพื่อการนั่งระยะยาว คงไม่ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์สำหรับผู้ใช้งานสักเท่าไหร่

คุณจะเลือกซื้อรถเข็นวีลแชร์ได้อย่างไร ?

เราสามารถอธิบายได้ในประโยคเดียว: “ยิ่งมีฟังก์ชั่นมากเท่าไหร่ราคาก็ยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น”อย่างไรก็ตาม ยิ่งมีฟังก์ชั่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจำเป็นต้องประเมินฟังก์ชั่นของรถเข็นวีลแชร์ที่เหมาะสมที่สุดตามสภาพร่างกายของผู้โดยสารเท่านั้น หากคุณซื้อในราคาที่ค่อนข้างถูก ไม่พอดีกับร่างกายผู้ใช้งาน หรือไม่มีการรับประกันสินค้า คุณอาจต้องใช้เวลา และเงินมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่ตามมา ด้านล่างนี้ เราจะแบ่งรถเข็นวีลแชร์ออกเป็น 5 ประเภท ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพราคาของรถเข็นวีลแชร์มากขึ้น!

 

1. ฟังก์ชั่นพื้นฐาน สำหรับการเดินทางระยะสั้น ~ 5,000 บาท

รถเข็นวีลแชร์ที่มีฟังก์ชั่นพื้นฐานที่สุดนั้นก็คือ “รถเข็นวีลแชร์เหล็ก” ที่ประเทศไทยมีราคาอยู่ที่ 3,000 – 5,000 บาท นี่คือรถเข็นวีลแชร์ที่พบมากที่สุดในโรงพยาบาล มีลักษณะเบาะที่รองรับต่อผู้ใช้งานได้ไม่ดีมากนัก โครงรถมีน้ำหนักที่ค่อนข้างหนัก และมีความสะดวกสบายในการนั่งค่อนข้างน้อย เหมาะสำหรับการใช้งานในระยะสั้น และไม่แนะนำให้นั่งเป็นเวลานานอย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ คุณต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อออกไปข้างนอก เพื่อป้องกันโรคระบาดโควิด-19  คุณสามารถอ่านคู่มือ และรับชมวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดของผู้ใช้งานรถเข็นวีลแชร์ 

2. รถเข็นวีลแชร์อลูมิเนียม 5,000 ~ 15,000 บาท

รถเข็นวีลแชร์อลูมิเนียม มีน้ำหนักเบากว่าแบบเหล็ก และสามารถพกพาได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่สามารถเดินได้ แต่เดินไม่ได้ไกลมาก และเดินได้ไม่มั่นคง รถเข็นวีลแชร์อลูมิเนียมทั่วไป มีราคาตั้งแต่ 5,000 ถึง 15,000 กุญแจสำคัญในการแตกต่างของราคาที่นอกเหนือไปจากแบรนด์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือฟังก์ชั่น ดังต่อไปนี้:

– เบาะหลังพับเก็บได้หรือไม่? รถเข็นวีลแชร์มักจะมีลักษณะที่ขนาดใหญ่ ถ้าคุณไม่สามารถเก็บไว้ด้านหลังได้ ก็จะไม่สะดวกในเวลาที่ต้องออกไปข้างนอก พนักพิงหลังพับแบบที่มีที่กดเพียงครั้งเดียวก็สามารถพับเก็บได้ จะช่วยลดความสูงได้ประมาณ 25 ซม. เหมาะสำหรับการเก็บไว้ที่รถ หรือออกไปข้างนอก

– น้ำหนักเบาขนาดไหน? น้ำหนักรถเข็นวีลแชร์เบาขึ้นมากเท่าไหร่ผู้ดูแลก็จะพกพาได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่ารถเข็นวีลแชร์น้ำหนักเบาย่อมมีราคาแพงกว่า! สำหรับทุกๆ กิโลกรัมของรถเข็นวีลแชร์ในท้องตลาด จะมีความแตกต่างกันประมาณ 4,000 บาท

– นั่งสบายขนาดไหน? เมื่อพูดถึงความสบาย ผู้ผลิตรถเข็นวีลแชร์หลายราย ได้แสดงความพยายามในการวิจัย และพัฒนาให้ตัวรถเข็นวีลแชร์มีความสบายมากที่สุด: (เบาะนั่งแบบรูปตัว S) ไปจนถึงเบาะนั่งแบบหนา … ความแตกต่างของราคาอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 3,000 บาท ขอแนะนำ ให้ผู้ซื้อไปที่ร้าน เพื่อลองนั่งดูจริงๆ ถึงจะสัมผัสได้ถึงระดับความสบาย

– ความปลอดภัยในการใช้งานมีมากขนาดไหน? ตัวอย่างเช่น การนั่งรถเข็นวีลแชร์เพื่อทดสอบการชน แสดงถึงมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยที่นอกเหนือไปจากที่มีคุณภาพสูงแล้ว แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้งานรถเข็นวีลแชร์

 

3. รถเข็นวีลแชร์แบบถอดชิ้นส่วนได้ 7,000 ~ 20,000 บาท

รถเข็นวีลแชร์อลูมิเนียมที่มาพร้อมด้วยฟังก์ชั่นถอดชิ้นส่วนออกได้ อาทิ คุณสามารถคลายเกลียว หรือถอดที่พักแขน และที่พักเท้า เพื่อให้รถเข็นวีลแชร์อยู่ใกล้เตียง รวมถึงช่วยลดการกีดขวางของตัวรถเข็นวีลแชร์เอง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้า และออกรถเข็นวีลแชร์ได้ปลอดภัยมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ใช้งานที่ไม่สามารถเดินได้ แต่สามารถทรงตัวนั่งในรถเข็นวีลแชร์ได้ หรือผู้ใช้งานที่กล้ามเนื้อมือ และขาอ่อนแรง ที่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการเข้าออกรถเข็นวีลแชร์

รถเข็นวีลแชร์ประเภทนี้ มีราคาแพงกว่ารถเข็นวีลแชร์อลูมิเนียมทั่วไปประมาณ 3,000 ~ 6,000 บาท

ฟังก์ชั่น Shift เข้าและออกจากรถเข็นวีลแชร์เพื่อความปลอดภัย

 

4. ฟังก์ชั่นปรับเอน หรือ ปรับเอนนอน15,000 ~ 25,000 บาท

 

รถเข็นวีลแชร์อลูมืเนียม + ฟังก์ชั่นถอดชิ้นส่วนได้ + ฟังก์ชั่นปรับเอน หรือ ปรับนอนได้ ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็น “รถเข็นวีลแชร์ปรับเอน หรือ ปรับเอนนอน !” ที่เรียกว่าฟังก์ชั่นนี้ว่าปรับเอน หรือปรับเอนนอน เพราะเป็นรถเข็นวีลแชร์ที่ผู้ป่วยสามารถปรับไปยังฟังก์ชั่นเอน หรือนอนได้ เพื่อผ่อนคลายระหว่างวันฟังก์ชั่นนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ใช้งานที่เดินไม่ได้ นั่งทรงตัวได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก และมีร่างกายช่วงบนที่ค่อนข้างอ่อนแรง

รถเข็นวีลแชร์ประเภทนี้ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า รถเข็นวีลแชร์พนักพิงหลังสูง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท: ประเภทปรับเอน ประเภทปรับเอนนอน และประเภท 2-in-1 ที่สามารถปรับเอน และปรับเอนนอนได้ในคันเดียว และแน่นอนว่าราคาก็สูงขึ้นตามฟังก์ชั่นที่มากขึ้นตาม

ผู้ป่วย หรือผู้ใช้งานสามารถเข้าใจการใช้งานของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้มากขึ้น ผ่านภาพ:

ศีรษะ และคอของผู้ใช้งานไม่เอนออกนอกรถเข็นวีลแชร์ ในขณะที่ปรับเอนนอน
ศีรษะของผู้ใช้งานปรับเอนตามการปรับเอน

5. ฟังก์ชั่นปรับเอน และปรับเอนนอน (2-in-1) 25,000 ~ 70,000 บาท

รถเข็นวีลแชร์ประเภทนี้คือ “สุดยอดของรถเข็นวีลแชร์” ที่ผู้ใช้งานสามารถเอน หรือนอนได้อย่างสบาย เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ใช้งานที่ต้องการได้รับการพักผ่อนในรถเข็นวีลแชร์เป็นเวลานาน เพื่อบรรเทา และกระจายแรงกดทับ และเพื่อผ่อนคลาย

เพื่อเป็นการเตือนความจำ ราคาของรถเข็นวีลแชร์แบบ 2-in-1 นั้นแตกต่างกันมาก หากรถเข็นวีลแชร์ประเภทนี้ ไม่ได้รับประกันความแข็งแรงทนทาน และความปลอดภัยของโครงสร้างรถมักจะเกิดปัญหา หลังจากซื้อ และในไม่ช้ามันก็จะพังลง ซึ่งต้องเสียทั้งเวลา และเงินในการแก้ปัญหาเหล่านี้อีก

รถเข็นวีลแชร์ประเภท 2-in-1

ฟังก์ชั่นรถเข็นวีลแชร์ที่เหมาะสม ควรมีอะไรบ้าง?

การประเมิน และเลือกรถเข็นวีลแชร์ให้ผู้ใช้งาน ไมว่าจะเป็น ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์ คุณสามารถให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างนักกายภาพบำบัด หรือแพทย์แนะนำให้คุณได้ ! หากระดับความพิการ หรืออาการป่วยค่อนข้างไม่หนักมาก คุณสามารถไปยังร้านตำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้ ข้อมูลในตารางด้านล่างนี้ เราจัดเรียงประเด็นสำคัญ 8 ข้อ ให้คุณเข้าใจความสำคัญของแต่ละส่วน และจุดประสงค์ในการเลือกรถเข็นวีลแชร์ คุณสามารถศึกษาตามตารางนี้ เพื่อเลือกรถเข็นวีลแชร์ที่เหมาะสมที่สุด

 

เลือกข้อที่สำคัญปัจจัยสำคัญอธิบายเพิ่มเติม
คุณสมบัติปัญหาทางกายภาพ และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ใช้งาน ต้องได้รับการพิจารณาไปพร้อมๆ กัน เช่น รถเข็นวีลแชร์ประเภทที่ถอดออกได้ด้วยมือ และที่พักเท้าที่สามรถถอดออกได้ ซึ่งง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ประเภทปรับเอนที่สะดวกในการย้ายจากเตียง ประเภทปรับนอนที่ช่วยป้องกันการลื่นไถลของผู้ใช้งาน หรือรถเข็นวีลแชร์ที่แปลกตาไปจากเดิม เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความมั่นใจที่จะออกไปใช้ชีวิตประจำวันข้างนอกมากขึ้น
น้ำหนักแม้ตัวรถเข็นวีลแชร์จะมีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการพกพา แต่ยังคงเน้นถึง “ความปลอดภัย” เสมอ
ความปลอดภัยผ่านการทดสอบแรงกระแทก การทดสอบความทนทานเสมือนวิ่งบนถนนจริง หรือผ่านการทดสอบการชน เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นถึงสองเท่า
การประกันระยะเวลาการรับประกัน มีบริการซ่อมบำรุงรถเข็นวีลแชร์หรือไม่
บริการทีมงานซ่อมบำรุงรถเข็นวีลแชร์มีความเป็นมืออาชีพ หรือผู้เชี่ยวชาญมีความชำนาญมากน้อยเพียงใด
ราคาค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปีคือเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับอายุการรับประกันสินค้า? คุ้มค่าแก่การลงทุนขนาดไหน?

*บทความนี้ ทางทีมงานคาร์ม่าฯ ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากเว็บไซต์ About Wheelchair ให้สามารถนำมาลงบทความได้*

สำหรับหลายๆ ท่านที่กำลังมองหารถเข็นวีลแชร์ ให้กับสมาชิกในครอบครัวที่ท่านรัก แต่ยังไม่รู้ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกซื้อ แบบไหนถึงจะดี แล้วรถวีลแชร์ราคาเท่าไรถึงจะเหมาะสม วันนี้เรามีคำตอบมาให้ท่านแล้ว

โดยทั่วไปแล้ว ราคารถวีลแชร์ ก็จะมีหลายระดับ ถ้าให้พูดแบบง่ายๆ เลยราคาวีลแชร์จะสูงขึ้นตามฟังก์ชั่นการใช้งานนั่นเอง โดยเราจะขอแบ่ง ราคาวีลแชร์เป็น 5 ประเภท เพื่อให้คุณเห็นภาพ และตัดสินใจง่ายขึ้นว่าวีลแชร์ราคาเท่าไรจะเหมาะสมที่สุด

  • วีลแชร์ราคา ~ 5,000 บาท รถเข็นวีลฟังก์ชั่นพื้นฐานเหมาะสำหรับการใช้งานในระยะสั้น และไม่แนะนำให้นั่งเป็นเวลานาน
  • วีลแชร์ราคา 5,000 ~ 15,000 บาท รถเข็นวีล แชร์อลูมิเนียมน้ำหนักเบา พกพาสะดวก เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่สามารถเดินได้ แต่เดินไม่ได้ไกลมาก และเดินได้ไม่มั่นคง
  • วีลแชร์ราคา 7,000 ~ 20,000 บาท รถเข็นวีลแชร์แบบถอดชิ้นส่วนได้ มีความปลอดภัยมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ใช้งานที่ไม่สามารถเดินได้ แต่สามารถทรงตัวนั่งในรถเข็นวีลแชร์ได้
  • วีลแชร์ราคา 15,000 ~ 25,000 บาท รถเข็นวีลแชร์ที่ผู้ป่วยสามารถปรับไปยังฟังก์ชั่นเอน หรือนอนได้ เพื่อผ่อนคลายระหว่างวันฟังก์ชั่นนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ใช้งานที่เดินไม่ได้ นั่งทรงตัวได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก และมีร่างกายช่วงบนที่ค่อนข้างอ่อนแรง
  • วีลแชร์ราคา 25,000 ~ 70,000 บาท รถเข็นวีลแชร์ประเภทนี้คือ “สุดยอดของรถเข็นวีลแชร์” ที่ผู้ใช้งานสามารถเอน หรือนอนได้อย่างสบาย เหมาะสำหรับผู้ป่วย หรือผู้ใช้งานที่ต้องการได้รับการพักผ่อนในรถเข็นวีลแชร์เป็นเวลานาน เพื่อบรรเทา และกระจายแรงกดทับ และเพื่อผ่อนคลาย